Month: เมษายน 2020

วงไอดอล K-pop ที่ถูกค่ายเพลงของตัวเองทำลายลง

วงการเพลง K-pop ในประเทศเกาหลีใต้นั้นถือเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ดำเนินมาได้อย่างยาวนานและยังคงอยู่ในกระแสตลอดเวลาทั้งในตัวประเทศเกาหลีใต้เองและยังส่งออกไปถึงระดับสากลด้วย จึงเป็นเรื่องไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นไอดอลกรุ๊ปเกิดขึ้นมากมายเยอะแยะเต็มไปหมด

แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ มีวงที่ดังมากไปได้ดีในวงการเพลง ย่อมมีวงที่ไปได้ไม่ดีนัก ซึ่งบางครั้งก็เกิดจากตัวเพลง ไอดอล จังหวะของดวง

และรวมไปถึงการบริหารของตัวค่ายเพลงเองที่ไม่สามารถพาวงไอดอลในสังกัดให้ไปเข้าไปอยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันที่สูงได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังบริหารไม่เป็นทำให้ทิศทางของวงไอดอลของตัวเองไปในทางที่ไม่ดีอีก

บางครั้งก็น่าเสียดายแทนเหล่าไอดอลที่มีศักยภาพสูงแต่ก็ต้องมาจมปลักอยู่กับค่ายเพลงของตัวเองที่ไม่สามารถดึงความสามารถเหล่านั้นออกมาใช้ได้ ซึ่งมีหลายวงเลยที่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นจนกลายเป็นกรณีศึกษา เช่น 

Miss A อดีตเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังแห่งค่าย JYP Entertainment ค่าย Top3 ในการผลิตไอดอลของประเทศเกาหลีใต้ 

ในวงประกอบไปด้วยสมาชิก 4 สาว คือ เฟ่ย เจีย มิน และซูจี ที่มีเพลงที่มีชื่อเสียงหลายเพลง ได้แก่ Bad Girl Good Girl, Goodbye Baby, Hush, Only You และฯลฯ ใครเลยจะไปเชื่อว่าค่ายระดับ Top3 ก็เคยเกิดเหตุการณ์การบริหารที่ผิดพลาดขึ้น เนื่องจากตัวค่ายได้ส่งซูจีไปแคสงานแสดงจนได้รับบทในหนังเรื่อง Architecture 101 จนได้รับฉายา รักแรกแห่งชาติ

ด้วยภาพลักษณ์ที่ใสซื่อบริสุทธิ์จึงทำให้ซูจีแจ้งเกิดและดังเป็นพลุแตกขึ้นมาทันที ความโด่งดังของซูจีในเวลานั้นทำให้ค่ายเลือกที่จะโฟกัสงานต่างๆไปที่เธอเพียงคนเดียว คอยป้อนงานแสดง งานพรีเซ็นเตอร์โฆษณาต่างๆ จนเธอเดินสายทำกิจกรรมเดี่ยวๆคนเดียว

ไม่ได้คัมแบคออกอัลบั้มเพลงกับวงของเธอเลย ยิ่งไปกว่านั้นความมีชื่อเสียงของเธอนำเพื่อนในวงของเธอมาหลายขั้น จนทำให้คนจดจำชื่อวงจาก Miss A กลายเป็น ซูจีและผองเพื่อน ไปแทน แฟนๆหลายคนคิดว่าค่าย JYP

ไม่ทำการคัมแบคออกอัลบั้มเพลงให้ Miss A เพราะตัวค่ายเองก็สามารถทำเงินจากแค่กิจกรรมงานของซูจีเพียงคนเดียวได้ จนสุดท้ายสมาชิกในวงคนอื่นก็ทยอยถอนตัวออกจากวงไปทีละคน จนวงถูกยุบไป

B.A.P บอยแบรนด์ที่เคยโด่งดังอย่างมากจากค่าย TS Entertainment ในอดีตมีสมาชิกถึง 6 คน คือ ยงกุก ฮิมชาน แดฮยอน ยองแจ เจโล่ และจงอัพ

แต่ปัจจุบันมีสมาชิกเหลือเพียง 4 คนเท่านั้น เนื่องจากยงกุกและเจโล่ได้ถอนตัวออกจากวงไปหลังจากหมดสัญญากับทางค่าย วง B.A.P เองก็เคยมีปัญหาจนถึงขั้นฟ้องร้องค่ายของตัวเองเนื่องจากการบริหารที่ไม่ดีในปี 2014

ด้วยเหตุผลที่ว่าทางค่ายใช้งานหนักเกินไป และตัววงไม่ได้รับส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรมจนปัญหายืดเยื้องกันมาเป็นเวลาถึงเกือบ 1 ปีเต็ม จนสุดท้ายก็ตกลงกลับมาทำงานร่วมกัน แต่ในระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ตกลงกันไม่ได้ ตัววงก็ต้องหยุดกิจกรรมไปจนกระแสและความโด่งดัง

เริ่มลดลงไปตามกาลเวลา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ B.A.P เสียโอกาสไปหลายๆอย่าง เพียงเพราะค่ายเพลงไม่สามารถบริหารจัดการได้ทันเวลา

เรื่องราวของ 2 วงนี้เป็นกรณีศึกษาที่เห็นได้เลยว่าการบริหารที่ไม่ดีก็นำไปสู่หนทางที่อาจจะทำลายศิลปินไอดอลในค่ายของตัวเองได้ จนค่ายต้องเสียคนดีๆมีความสามารถไปอย่างน่าเสียดาย

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เล่นบาคาร่าออนไลน์ฟรี  

ข่าวทุจริตที่ดิน

ย้อนกลับไปเมื่อราวประมาณในปี2536ในท้องที่ตำบลเขาไม้แก้วอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ซึ่งได้เป็นความผิดแรกที่ได้มีหลักฐานอย่างชัดเจนที่จำนำหลักฐานของ  “กำนันเป๊าะ” นำไปสู้เนื้อมือของกฏหมายในข้อกล่าวหาได้มีการร่วมกันทุจริตเมื่อปี2536

เมื่อเมืองพัทยามีการเปิดประมูลการจัดหาที่ดินเพื่อที่จะใช้ในการฝังขยะแต่หลังจากที่มีการประมูลเสร็จแล้วด้านเมืองพัดทยาได้มีการจัดหาซื้อที่ดินจำนวน140ไร่ที่ ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรีด้วยงบประมาณ93.52ล้านบาทแต่3เดือน

ถักมาการก่อสร้างที่ฝังกบขยะเมืองพัทยากลับต้องหยุดชงัด เมื่อได้มีการตรวจสอบแล้วได้พบข้อพิรุธอยู่หลายอย่าง ซุกซ่อนส่อแววทุจริตภายใต้การซื้อขายที่ดินครั้งนี้มันได้เป็นกลโกงสมคบคิดทุจริตการซื้อที่ดินหลวงระดับข้าราชการระดับสูงและนักธุรกิจที่โยงใยไปถึงกำนันคนดังเรื่องที่ตามมาก็คือ“กำนันเป๊าะ”

เข้าไปเกี่ยวข้องกกับการทุจริตนี้ได้อย่างไรใน เมื่ออำนาจความรับผิดชอบของเขาอยู่แค่ในตำบลแสนสุขไม่ใช่เมืองพัทยาเป็นไปได้หรือไม่ว่าเพราะเวลานั้นเขาคือเจ้าพ่อค้าที่ดินรายใหญ่แห่งภาคตะวันออกธนูดอกแรกจึงพุ่งตรงไปที่เขาก่อนใครอื่นแต่หลักฐานอะไรที่ซักนำข้อพิรุธจทำให้ตำรวจสาวไปถึงตัว“กำนันเป๊าะ” ได้ทั้งๆที่ในตอนนั้นคนเกือบทั้งเมืองชลปักใจเชื่อว่าที่ดินดังกล่าวมีการซื้อขายอย่างถูกต้องคำตอบนี้คงมีตำรวจผู้ทำคดีนายนี้เท่านั้น

ที่ไขเงื่อนงํานี้ได้จากเบาะแสเล็กที่ได้รับแจ้งจากผู้ที่หวังดีนี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในกรรมสิทธิ์ที่ดินแปรงปริศนานี่แล้วความจริงอย่างแรกก็เผยถึงเร่อุบายกลโกงหลังจากที่ได้มีการปลอมแปรงเอกสารที่ดินป่าสงวนแห่งชาติจนกระทั้งออกเป็นเอกสาร น.ส.3ก.ได้โดยบริษัทKITIคอร์เปอเรชั่นจำกัดเป็นผู้ครอบครองมีจำนวนทั้งหมด1,810ไร่ต่อมาวันที่20ตุลาคม ปี2535KITIคอร์เปอเรชั่นจำกัดได้ตัดขายที่ดินจำนวนแปรงหนค่งจำนวน150ไร่ให้กับนายพีระ ศิลรัตน์ในราคาไร่ละ50,000บาท

รวมเป็นเงิน7.5ล้านบาทต่อมา นายพีระ ศิลรัตน์ได้มีการแบ่งที่ดินจาก150ไร่ได้แบ่งเป็นสองแปรงคือ 140ไร่ และ 10ไร่ ก่อนที่จะนำที่ดิน140ไร่นี้ไปขายให้เมืองพัทยาเมื่อวันที่18มิถุนายน ปี2536ในราคาสูงขึ้น93ล้านบาทเศษหรือตกไร่ละ660,000บาทเพียง8เดือนที่ดินมีราคาพุ่งสูงขึ้นถึง13เท่าตัวและเป็นการซื้อถูกแต่ขายแพงอย่างมีนะยะสำคัญนี่เป็นจุดผู้ที่บริหารเมืองพัทยาและสมาชิกแห่งเมืองพัทยาน่าจะมองเห็นกว่าที่คนนอกอย่าง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์จะมองเห็นด้วยซ้ำ

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์

คนบ้าใช้มีดจี้คน

คนบ้าใช้มีดจี้คน แต่ตำรวจจับไม่ได้เพราะคนบ้ามีกฏหมายคุ้มครอง 

      จากเหตุการณ์ที่นางสาว จิตรลดา ได้ก่อเหตุใช้มีดแทงเด็ก 4 ขวบเสียชีวิตซึ่งคนร้ายมมีอาการทางประสาททำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถเอาผิด นำตัวคนร้ายมาลงโทษได้ ซึ่งมีหญิงสาวคนหนึ่งได้มีการโพสต์เฟสบุ๊กเล่าเรื่องราวของตนเอง

โดยบอกว่าตัวเองก็เพิ่งเจอมาเหมือนกับที่เด็กหญิงเด็กขวบนางสาวจิตรลดาใช้มีดแทงเธอเล่าว่าในตอนเช้าวันหนึ่งเธอนั่งอยู่หน้าร้านขายโทรศัพท์มือถือของเธอซึ่งเธอนั่งอยู่ด้านนอกกำลังนั่งกินกาแฟโดยนั่งหันหลังให้กับถนนใหญ่  มีผู้ชายคนหนึ่งเดินมาด้านหลังของเธอแล้วถือมีดตรงเข้ามาหาเธอพร้อมกับถามเธอว่าเมื่อกี้พูดอะไร

ซึ่งคำพูดนี้เขาพูดหลายครั้งมากตัวเองตกใจกลัวจึงรีบตอบกลับออกไปว่าเธอไม่ได้พูดอะไรหลังจากนั้นชายเสื้อแดงคนนั้นก็เดินกลับไปเธอรู้สึกกลัวมากเธอจึงได้รีบวิ่งเข้าไปในร้านขายโทรศัพท์มือถือของเธอพร้อมกับล็อคประตูซึ่งผ่านไปไม่นานไม่เกิน 3 นาที

และแสดงคนนั้นก็ย้อนกลับมาอีกครั้งหนึ่งแต่พอไม่เจอใครเขาก็เลยเดินออกไปซึ่งหญิงสาวพี่เป็นผู้เสียหายได้เดินทางเข้าไปแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมทั้งนำคลิปวีดีโอที่ถ่ายจากกล้องวงจรปิดของที่ร้านเอาไปให้ตำรวจด้วย

แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าชายคนดังกล่าวมีอาการทางประสาทซึ่งไม่สามารถที่จะทำการจับกุมตัวมาลงโทษได้เนื่องจากว่าจะมีกฎหมายที่เอาไว้คุ้มครองสำหรับคนมีอาการทางประสาทโดยเฉพาะทำให้เธอรู้สึกว่าการที่ปล่อยให้มีกฎหมายออกมาคุ้มครองคนที่มีอาการทางประสาทมันเป็นการเสี่ยงที่ให้ประชาชนทั่วไป

เกิดความอันตรายแล้วคนร้ายก็จะไม่ได้รับการลงโทษแต่อย่างใดเรื่องการปล่อยให้คนที่มีอาการทางประสาทเดินออกมาลอยนวลปะปนอยู่กับคนดีๆทั่วไปมันเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากเพราะคนทั่วไปจะไม่รู้ตัวเลยว่าคนไหนมีอาการทางประสาทและมีแนวโน้มที่จะฆ่าคนอื่นได้ ซึ่งใน Facebook ของเธอจะได้มีการระบุเอาไว้ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจควรจะมีการควบคุมตัวชายที่มีอาการทางประสาทคนนี้ไปหรือคนที่มีอาการทางประสาททุกคนไป

ไม่ควรปล่อยให้มาเพ่นพ่านปะปนอยู่กับคนดีๆทั่วไปแล้วค่อยนำผู้ป่วยอาการทางประสาทนี้ไปทำการรักษาเพื่อที่จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดอย่างคดีของนางสาวจิตรลดาที่เข้าไปทำร้ายเด็กได้ถึง 2 ครั้งอย่างที่เพิ่งมีข่าวมาเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้

แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าไม่สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้เพราะว่าใส่เสื้อแดงยังไม่ได้มีการแทงสาวเลยยังงั้นในเมื่อยังไม่มีคดีความกันก็ไม่สามารถจับกุมตัวได้ทำได้เพียงแค่ลงบันทึกประจำวันเท่านั้น

 

Powered by WordPress & Theme by Anders Norén