เคยเป็นไหมที่พ่อแม่สนับสนุน ส่งเสริมให้เราไปสอบข้าราชการ บางครั้งเราอาจจะเกิดคำถาม และไม่เข้าใจในความต้องการของพ่อแม่ว่างานเอกชนก็เงินเดือนสูง แต่ทำไมพ่อแม่ถึงอยากให้เป็นข้าราชการเหลือเกิน

แต่นั่นก็อาจเป็นเพราะพ่อแม่เล็งเห็นถึงความมั่นคงในงานราชการมากกว่าผลตอบแทนในตัวเงินของเอกชน ซึ่งวันนี้เราจะมาบอกความแตกต่างระหว่างข้าราชการและงานเอกชนให้ได้รู้อย่างพอสังเขปว่ามีอย่างไรบ้าง

1.ความมีเวลา

ข้าราชการนั้นทำงานจันทร์-ศุกร์ 08.30-16.30 หยุดทุกเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ต่างๆ ในขณะที่เอกชนนั้นมีเวลาที่ไม่แน่นอนและแตกต่างกันไปตามบริษัท ไม่ว่าจะเป็นทำงาน 08.00-17.00 หรือ 09.00-18.00 หรืออาจจะเลิกงานดึก หรือแม้ต้องมาทำงานในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็อาจมีเงินค่าทำงานล่วงเวลาหรือเบี้ยเลี้ยงในวันที่ต้องมาทำงานในวันหยุดเพิ่มให้

2.ความมั่นคง

ข้าราชการนั้นมีความมั่นคง หน่วยงานภาครัฐไม่สามารถไล่พนักงาน ข้าราชการอออกได้ง่ายๆ หากมีการประพฤติผิดวินัยก็จะต้องมีการสอบสวนก่อนว่าผิดจริงหรือไม่ และมีความผิดสถานใด ต้องลงโทษสถานใด ตามบทลงโทษที่กฎหมาย หรือข้อกำหนดของหน่วยงานภาครัฐ ทำให้ข้าราชการสามารถทำงานได้ยาวนานไปจนถึงเกษียณโดยไม่ต้องกลัวจะถูกเลิกจ้างหรือโดนไล่ออกได้ หากไม่ได้ทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ในขณะที่เอกชนนั้นพนักงานอาจโดนเลิกจ้าง หรือให้ออกจากงานได้เมื่อไรก็ได้ หากบริษัท สถานประกอบการมีผลประกอบการไม่ดีอาจบีบบังคับพนักงานให้ออก หรือเลิกจ้างพนักงานอย่างกะทันหัน แม้จะได้ค่าชดเชยจากการถูกเลิกจ้างแต่นั่นก็อาจจะไม่คุ้มกับการที่ต้องออกจากงานแล้วไม่รู้ว่าจะได้งานใหม่อีกเมื่อไร

3.ความสบาย

ข้าราชการนั้นอาจไม่เร่งรีบและกดดันเท่าเอกชน เอกชนค่อนข้างที่จะกดดัน หากอย่างได้การแก้ไขงานอย่างเร่งด่วนไม่ว่าจะเป็นวันหยุด หรือเวลานอนหลับ หากหัวหน้าจะเร่งเอางาน พนักงานบริษัทก็ต้องรีบทำให้เสร็จ ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากข้าราชการอย่างมาก แม้จะไม่ได้เร่งรีบหรือกดดันเท่า แต่ตัวเนื้องานของหน่วยงานรัฐนั้นจะต้องเป็นแบบแผนและพิธีมากกว่า ซึ่งทำให้เกิดความยุ่งยาก จะต้องมีมาตรฐานของงานตรงตามข้อกำหนดของงานสารบรรณ ในการใช้ตัวอักษร การเว้นวรรค การเว้นระยะห่าง ซึ่งก็มีความยุ่งยากในเรื่องที่แตกต่างกันไป  

4.ผลตอบแทน

ด้วยความที่ข้าราชการงานค่อนข้างน้อย สบาย เงินเดือนจึงค่อนข้างน้อยตามไปด้วย อัตราเงินเดือนเพิ่มก็น้อยกว่าเอกชน และที่สำคัญไม่มีโบนัส นอกจากหน่วยงานของรัฐบางที่เท่านั้นที่อาจจะมีการเสนอโบนัสให้ ซึ่งเป็นไปได้น้อยมาก ในขณะที่เอกชนนั้นค่าตอบแทนจะสูงมากเมื่อเทียบกับการที่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ใช้งานพนักงานอย่างคุ้ม อัตราการเพิ่มเงินเดือนก็สูงมากด้วย มีโบนัสให้ และหากมีงานเยอะ ผลประกอบสูง โบนัสก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก

5.สวัสดิการ

ข้าราชการนั้นนอกจากจะมีสวัสดิการให้แก่ตัวข้าราชการในการใช้สิทธิรักษาพยาบาลโรงพยาบาลของรัฐได้ฟรีแล้ว คู่สมรสและบุตรที่อายุไม่เกิน 20 ปีบริบูรณ์ก็สามารถใช้สิทธิรักษาพยาบาลได้ด้วย รวมทั้งมีบำเหน็จ บำนาญ เมื่อยามที่ต้องเกษียณอีกด้วย หากเป็นตำรวจหรือทหารที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่บุตรก็สามารถเข้าเป็นตำรวจ ทหารได้ ในขณะที่เอกชนอาจจะมีสวัสดิการในเรื่องการทำประกันชีวิต

ประกันอุบัติเหตุให้ แต่ไม่มีเงินบำเหน็จ บำนาญยามเกษียณ ซึ่งในเรื่องสวัสดิการนั้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละบริษัท แต่ละสถานประกอบการ บางบริษัทค่อนข้างให้สวัสดิการพนักงานดีมาก มีอาหารกลางวันเลี้ยง มีฟิตเนส มีงานเลี้ยงฉลอง มีของขวัญวันเกิดวันแต่งงาน มีบริการรถรับส่ง เป็นต้น เรื่องนี้จะต้องไปพิจารณาดูจากแต่ละบริษัทอีกที

นี่ก็เป็นเพียงความแตกต่างคร่าวๆที่พอจะเห็นได้อย่างชัดๆ แต่ถึงอย่างไรนั้นการจะตัดสินว่าที่ไหนดีคงเป็นไปได้ยาก เพราะถึงขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนว่าชอบการทำงานแบบไหน อยากได้ผลตอบแทนแบบไหน

บางคนอาจลองทำทั้งสองแบบดูเลยก็ได้ เพื่อให้แน่ใจและเป็นการพิสูจน์ว่าตัวเองชอบแบบไหนมากกว่า ท้ายที่สุดแล้วนั้นการจะเข้าทำงานสักที่อยากให้ดูไปถึงสังคมที่ทำงานด้วยว่าเป็นอย่างไร แม้สวัสดิการจะดีแต่ถ้าเพื่อนร่วมงานไม่ดีก็อาจทำให้อึดอัดใจได้เช่นกัน

 

สนับสนุนโดย  บาคาร่าออนไลน์ เว็บไหนดี